โลกเขาขยับกันแล้ว แต่ไทยล่ะ?

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อินเดียประกาศจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจำนวนมากเหมือนอย่างที่ประเทศ กำลังพัฒนาหลายประเทศได้ทำไปแล้วก่อนหน้าที่การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศขององค์กรสหประชาชาติจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ ณ กรุงโคเปนฮาเกน

แล้วประเทศไทยล่ะกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อไหร่ที่ไทยจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ ชั้นบรรยากาศของโลกเสียที อันที่จริง นักวิทยายาศาสตร์ได้เตือนให้เราทราบแล้วว่าเราอยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลประ ทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกมากกว่าอีกหลายประเทศ หากโลกไม่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนานใหญ่นับแต่วันนี้ ชายฝั่งและชุมชนริมชายฝั่งของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แม้แต่กรุงเทพ ฯ ก็จะต้องเผชิญปัญหาหนักหนาสาหัสจากภาวะน้ำท่วมและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงซึ่ง ล้วนแล้วแต่เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกทั้งสิ้น กระนั้นก็ตาม ผู้นำของประเทศไทยซึ่งพำนักอยู่ในมหานครแห่งนี้แทบไม่ปริปากพูดถึงการ ยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่อย่างใด

ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่าคำเตือนเกี่ยวกับผลร้ายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นอ้างอิง มาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และทุกฝ่ายไม่ควรมองข้ามคำเตือนดังกล่าวเป็นอัน ขาดแม้ว่าจะเกิดกรณี "Climategate" ขึ้นก็ตาม เหตุการณ์ Climategate หรือการบุกเจาะระบบเซิร์ฟเวอร์ของศูนย์วิจัยสภาพอากาศของอังกฤษส่งผลให้ เนื้อความในอีเมล์ของนักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันบางส่วนถูกนำไปเผย แพร่อย่างกว้างขวางโดยเนื้อหาแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ โลกอาจจะมิใช่ปัญหาร้ายแรงอย่างที่นำเสนอกันมาตลอด ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สื่อหันมาสนใจผู้ที่ไม่เชื่อ เรื่องปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิอาจลบล้างหลักฐานอันเด่นชัดว่ามนุษย์ทำให้สภาพภูมิ อากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย จึงได้แต่หวังว่าการที่อินเดียประกาศจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อวัน พฤหัสบดีที่ผ่านมาจะช่วยให้การอภิปรายพูดคุยและการนำเสนอข่าวของสื่อหันกลับ มาเน้นที่ประเด็นการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามเดิม และช่วยผลักดันให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก ต่อไป

ทั้งนี้ อินเดียตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการเติบ โตทางเศรษฐกิจ (carbon intensity) ให้ได้ 20 - 25% จากปี 2548 ภายในปี 2563

หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ จีนเองก็ได้ประกาศลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ครั้งใหญ่เช่นกันโดยจีน ตั้งเป้าไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการเติบโตทาง เศรษฐกิจให้ได้ถึง 40 - 45% ภายในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2548

บางคนอาจวิจารณ์ว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการเติบโต ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้มิได้ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมจากจีนและอินเดียลดลง แต่ประการใดแถมยังอาจเพิ่มขึ้นได้ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กระนั้นก็ตาม การประกาศลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคง จะช่วยให้ประเทศเหล่านี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงกว่าที่เคยคาดการณ์ว่าจะ เป็นและเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่ดี อย่าลืมว่าทั้งจีนและอินเดียต่างปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมตั้งเป้าหมายในการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อสองปีก่อน

ปัจจุบัน หลายประเทศในเอเชียได้ประกาศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เมื่อเดือนที่แล้ว เกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30% ภายในปี 2563 ขณะที่อินโดนีเซียประกาศในงานประชุมกรอบอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพ ฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 26 - 41% ภายในปี 2563 เช่นกัน ในส่วนของละตินอเมริกาก็มีบราซิลที่ออกตัวว่าจะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ ปล่อยออกมาให้ได้ 39% จากปริมาณที่เคยคิดว่าจะปล่อยในปี 2563 อันที่จริง บราซิลเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ยอมรับการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกโดยสิ้นเชิงมาก่อน

ดังนั้น จึงเกิดเป็นคำถามว่าแล้วจุดยืนของประเทศไทยล่ะอยู่ที่ไหนหรือประเทศไทยจะ เพียงแต่อยู่เฉย ๆ แล้วใช้กลยุทธ์แบบเดียวกับที่เคยใช้เมื่อ 10 ปีก่อน คือ การนั่งดูสิ่งที่ประเทศอื่น ๆ ทำอยู่รอบนอกโดยที่ตัวเองไม่ทำอะไรเลยทั้ง ๆ ที่เราพูดมาตลอดว่าเราต้องการจะเป็นผู้นำ ทั้ง ๆ ที่เราพูดมาตลอดว่าเราจะเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและการพาณิชย์ พอพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทีไร ประเทศไทยทำได้ดีที่สุดเพียงแค่แอบรอฉวยโอกาสอยู่นิด ๆ เท่านั้น

ปฏิกิริยาที่เราเห็นจากประเทศไทยมีเพียงแค่สองด้าน ในด้านแรก ผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ทุ่มเททรัพยากรและเวลาเพื่อการผลักดันแผนจัด ตั้งโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่สุดแสนอันตรายแม้ว่าโรงงานดังกล่าวจะ ไม่เป็นที่ต้องการและไม่ใช่สิ่งจำเป็นแต่ประการใด ในด้านที่สอง นักธุรกิจหัวหมอจำนวนหนึ่งกำลังหาทางฉกฉวยประโยชน์จากการตรวจสอบที่หละหลวม ของรัฐบาลไทยโดยพวกเขาหวังจะแอบอ้างยกเอาโครงการพลังงานใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามการขยายตัวของภาคพลังงานตามปกติมาเป็นโครงการลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ปัจจุบัน ประเทศไทยพยายามจะสร้างภาพว่าตนเองเป็นสังคมที่มีการเติบโตแล้วแต่เรา เองกลับพิสูจน์ให้โลกได้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเรายังไม่โต เมื่อก้าวสู่เวทีเจรจาระดับโลกว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ในคราใด เราไม่เคยมีความพร้อมเลย

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ นักการเมืองไทยและผู้กุมบังเหียนธุรกิจยักษ์ใหญ่ในไทยจะย้ำเพียงว่าประเทศ ไทยคงไม่อาจลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เนื่องจากการลดอาจเป็นอุปสรรค ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่น ๆ กลับมิได้เห็นว่าปัจจัยในส่วนนี้จะเป็นปัญหาต่อการประกาศลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกแต่อย่างใด ที่สำคัญ ประเทศไทยควรจะตระหนักเสียทีว่าตนเองจะได้รับผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจหาก ประเทศต่าง ๆ ในโลกไม่ช่วยกันลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นับแต่วันนี้ ลองคิดดูว่าการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจะบังคับให้ไทยต้องทุ่มงบประมาณ มากเพียงไหนสำหรับการดัดแปลงระบบสาธารณูปโภคและแผนรับมือภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังอาจต้องเผชิญปัญหาพืชผลทางเกษตรน้อยลงและปัญหาทางสาธารณสุขอีก หลายประการด้วย

ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยถือเป็นด่านหน้าที่จะต้องรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ ประเทศไทยกลับยืนอยู่แถวหลังมาโดยตลอดเมื่อต้องผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบ เพื่อการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทุกวันนี้ ประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศของโลกมากถึง 6 ตันต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าบราซิลและอินเดียถึง 3 เท่า และยังสูงกว่าอินโดนีเซียและจีนถึง 4 เท่า ดังนั้น จึงได้แต่หวังว่าคณะผู้แทนไทยที่ก้าวเท้าเข้าสู่งานประชุมนานาชาติว่าด้วย เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนฮาเกนกันแบบมือเปล่าจะได้ตระหนักในระหว่างประชุมว่าโลกกำลัง เปลี่ยนไปแล้วและถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะจริงจังและร่วมรับภาระในการลดผล กระทบจากวิกฤติด้านสภาพภูมิอากาศดังกล่าวเสียที