Which will be Global warming or Global cooling?

         นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ได้ความเห็นร่วมกันว่าที่ผ่านมาโลกเรามีอุณหภูมิสูง ขึ้นหรือที่รู้จักกันในชื่อ "ภาวะโลกร้อน" นับตั้งแต่การตีพิมพ์ผลงานในปี 1906  นักเคมีฟิสิกส์ชาวสวีเดนนามว่า  svante  august  arrhenius และคณะ ( frank  washington  very และ samuel  pierpont  langley )  ได้แสดงให้เห็นการดูดกลืนพลังงานของแก๊สคาร์บอนไดออกไซน์และไอน้ำจากรังสี อินฟาเรตเพื่ออธิบายการเกิดยุคน้ำแข็ง ( ice ages )  แม้ผลจะผิดพลาดแต่นั้นมามนุษย์เราก็ได้รู้จักปรากฏการณ์  greenhouse  effect ที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น

   แต่ในปัจจุบันเรารู้ดีว่าทฤษฎีการเกิดภาวะโลกร้อนมีหลายปัจจัย  แต่ตัวการยังเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซน์ที่มนุษย์ผลิตขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นจึง ได้ถูกตั้งเป็นสมมติฐานถึงผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศมากกว่าปัจจัยอื่นๆ  และจากการรายงานของ  ipcc  (the physical sciences basis ของ intergovernmental panel on climate change)  ในปี 2007  แสดงว่าภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นนั้นมาจากฝีมือของมนุษย์ที่ผลิตก๊าซคาร์บอน ไดออกไซน์นั้นเอง  นับเป็นการทิ้งน้ำหนักไปสู่ตัวการอย่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซน์มากกว่าปัจจัย อื่นๆ   ดังนั้นจึงเกิดการศึกษาค้นคว้าวิจัยและสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้าน สภาวะโลกร้อนขึ้นอย่างมากมาย   จนเกิดความตื่นตระหนกในสังคมอย่างกว้างขวาง

          แต่ในอีกด้านหนึ่งนักวิทยาศาสตร์บางส่วนไม่เห็นด้วยพร้อมได้ตั้งสมมติฐานการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ว่าควรได้รับอิทธิพลความแปรปรวนของแสงอาทิตย์ มากกว่าตัวการอย่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซน์หรือการทำลายของมนุษย์   เมื่อปี 2009   henrik  svensmark  นักฟิสิกส์จาก danish national space center in copenhagen  สนับสนุนแนวคิดนี้อย่างมากและได้อ้างถึงรายงานผลของทีมนักวิทยาศาสตร์แห่ง soho (solar and heliospheric observatory) (วันที่ 4 กันยายน 2009) ว่าเป็นการชี้ให้เห็นความแปรปรวนของแสงอาทิตย์นี้มีผลกระทบต่อการเปลี่ยน แปลงสภาพอากาศอย่างมีนัยสำคัญทางวิทยาศาสตร์มากกว่าการปล่อยแก๊สคาร์บอนได ออกไซน์ของมนุษย์และได้โยงสู่ประวัติศาสตร์ในยุค 1000 ปีก่อนนั้นอิทธิพลจากดวงอาทิตย์มีค่าสูงมากโลกของเราจึงอบอุ่นขึ้นเราเรียก ว่ายุค  medieval warm period  และหลังจากปี 1300 ที่อิทธิพลความแปรปรวนของแสงอาทิตย์เริ่มลดลงจึงทำให้โลกของเริ่มหนาวเย็น มากขึ้นจนเข้าสู่ช่วง little ice age  หรือเป็นแค่วัฎจักรของดวงอาทิตย์เท่านั้น  แนวคิดดังกล่าวยังแสดงให้เห็นการสิ้นสุดสภาวะโลกร้อนในเวลาอันใกล้นี้และ เข้าสู่สภาวะโลกเย็นในอนาคต  ที่ผ่านมาเขาเลยไม่เชื่อถือในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้านภาวะโลกร้อนที่ทำนาย สภาพภูมิอากาศในอนาคตเลยและยังเดินหน้าเพื่อหาข้อพิสูจน์ดังกล่าวมากขึ้น  พร้อมยังได้ตั้งคำถาม "ทำไมไม่มีใครสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้านภาวะโลกเย็นบ้างหล่ะ"  จึงนับเป็นการสร้างความท้าทายต่อสมมติฐานของทฤษฏีภาวะโลกร้อนโดยตรง  ดังนั้นจึงเกิดการโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง

caspar m. ammann  จาก national center for atmospheric research   กล่าวไว้ในปี 2007 " ในอดีตเมื่อ 1000 ปีที่ผ่านมาปัจจัยจากดวงอาทิตย์และกระระเบิดของภูเขาไฟเป็นปัจจัยสำคัญต่อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่ในยุคนี้ greenhouse  เป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่า "  หรือผลงานวิจัยของ murphy 2009 และ domingues et al 2008 ได้ แสดงถึงความร้อนโดยมากแล้วถูกสะสมอยู่ในมหาสมุทรมากกว่าบนแผ่นดินและชั้น บรรยากาศรวมกันอยู่เหนือคณานัปหรือบอกเป็นนัยว่ายังไงเรายังอยู่ในภาวะโลก ร้อนอีกยาวนานนะครับ

            แม้สมมติฐานที่ถูกตั้งขึ้นทั้ง 2 แบบมีความแตกต่างกันแต่ก็ถือว่าอยู่ในกระบวนการวิทยาศาตร์ที่เราต้องศึกษา เพื่อหาความจริงที่ถูกต้องเพื่ออธิบายธรรมชาติที่เกิดขึ้น  อย่างไรก็ตามไม่ว่าโลกเราจะร้อนหรือเย็นในอนาคตไม่ว่าใกล้หรือไกลก็ย่อมส่ง ผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งทางตรงและทางอ้อมดังนั้นสิ่งมีชีวิต ต่างต้องมีการปรับตัวเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด  แล้ววันนี้คุณพร้อมปรับตัวแล้วหรือยังครับ ?