ปลายยุคออร์โดวิเชียน: การเกิดแผ่นน้ำแข็งเมื่อบรรยากาศมี CO2 มาก?

ข้อโต้แย้งหนึ่งที่มีผู้หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างแย้งต่อสาเหตุภาวะโลกร้อน เนื่องจากก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์คือ การเกิดปริมาณก๊าซคาร์บอนจำนวนมากขึ้นในยุคหลายล้านปีที่ผ่านมา หากแต่มีการเริ่มจับตัวของน้ำแข็งขึ้นที่ขั้วโลกในขณะนั้น อย่างไรก็ตามกลับไม่มีการพูดถึงความรุนแรงของแสงอาทิตย์ในยุคดังกล่าวที่ น้อยกว่าในปัจจุบัน ซึ่งทั้งอิทธิพลจากแสงอาทิตย์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่างก็มีความสัมพันธ์ ต่อสภาวะอากาศของโลก1

ยุคออร์โดวิเชียน หรือเมื่อประมาณ 444 ล้านปีมาแล้ว เป็นยุคหนึ่งที่ยังคงเป็นปริศนาให้โต้แย้งอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน โดยมีความเชื่อว่า ในขณะนั้นมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมากในบรรยากาศ ประมาณ 5600 พีพีเอ็ม ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับระดับก๊าซคาร์อนไดออกไซด์ในปัจจุบันที่มี ประมาณ 389 พีพีเอ็ม อย่างไรก็ตามในตอนปลายยุคออร์โดวิเชียนแผ่นน้ำแข็งได้แผ่ขยายปกคลุมโลกเป็น บริเวณกว้างและเป็นสาเหตุให้เกิดการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ทะเลจำนวนมาก เป็นประวัติการณ์ น้ำแข็งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในขณะที่โลกมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สูงมากในยุคนั้น จากข้อมูลในการศึกษาค้นคว้าในปัจจุบันทำให้เราได้ทราบว่า แท้จริงแล้วระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนปลายยุคออร์โดวิเชียนไม่ได้สูง มากอย่างที่ได้ประเมินไว้แต่ต้น

การศึกษาเก่าๆได้คำนวณปริมาณก๊าซคารบอนไดออกไซด์ในตอนปลายยุคออร์โดวิ เชียนโดยแบ่งเป็นช่วงๆ ช่วงละช่วงสิบล้านปี ซึ่งการเก็บตัวอย่างที่ไม่ละเอียดเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากช่วงน้ำ แข็งในยุคออร์โดวิเชียนยาวนานเพียงครึ่งล้านปี เพื่อเติมเต็มช่องว่างในการเก็บตัวอย่างที่ไม่ละเอียดเพียงพอ ในปีพ.ศ. 2552 ได้มีการศึกษาข้อมูลไอโซโทปของธาตุสโตรนเทียมที่พบในตะกอน2 ธาตุสโตรนเทียมเกิดจากการผุพังตามธรรมชาติของหิน ซึ่งขบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ ดังนั้นเราจึงสามารถใช้อัตราส่วนของไอโซโทบธาตุสโตรนเทียมในการระบุว่า การผุพังของหินสามารถดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศได้รวดเร็วแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์ (Seth Young) พบว่า การผุพังของหินในยุคนั้นมีมาก และการคุกรุ่นของภูเขาไฟมีจำนวนลดน้อยลง ภูเขาไฟเป็นแหล่งสำคัญที่เติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเป็น จำนวนมาก ด้วยทั้งสองสาเหตุนี้จึงทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดต่ำลงเหลือประมาณ 3,000 พีพีเอ็ม ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมากพอต่อการเกิดแผ่นน้ำแข็งขึ้น

เมื่อต้นเดือนมีนาคม กลุ่มวิจัยของ Seth Young ได้ทำการสกัดแก่นตะกอนดินจาก เอสโทรเนีย และ เกาะแอนติคอสติ ในแคนนาดา 3 เพื่อตรวจสอบและสร้างลำดับของระดับธาตุคารบอน-13 จากชั้นหินที่เกิดขึ้นในยุคออร์โดวิเชียน ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้เพื่อประเมินระดับก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งให้ข้อมูลที่แม่นยำมากกว่าข้อมูลเก่า กลุ่มนักวิจัยพบว่า ผลการวิจัยไอโซโทปของธาตุสโตรนเทียมมีความสอดคล้องกับช่วงจังหวะที่ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ลดต่ำลง อุณหภูมิที่ผิวน้ำทะเลลดลง และเกิดการแผ่ตัวของแผ่นน้ำแข็ง2 เมื่อน้ำแข็งแผ่ขยายตัวจากทะเลเข้าปกคลุมพื้นทวีปทำให้ปริมาณการผุกร่อนของ หินลดลงซึ่งส่งผลให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมีมากขึ้น อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นจนกระทั่งแผ่นน้ำแข็งละลายตัว ตามลำดับ

จากข้อมูลวิจัยดังกล่าวในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า การเกิดน้ำแข็งในยุคออร์โดวิเชียนไม่สามารถนำมาใช้โต้แย้งภาวะโลกร้อนจาก ก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ได้ และยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวความ คิดที่ว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพอากาศ

CCKM เป็นเพียงสื่อกลางในการแบ่งปันความรู้ โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในข้อมูลดังกล่าว หรือพาดพิงถึงบุคคลใด

บทความจาก Skeptical Science (http://www.skepticalscience.com/CO2-levels-during-the-late-Ordovician.html)

เอกสารอ้างอิง

1. Dana L. Royer, CO2-forced climate thresholds during the Phanerozoic, Geochimica et Cosmochimica Acta 70 (2006) 5665-5675

2. Seth A. Young et al., A major drop in seawater 87Sr/86Sr during the Middle Ordovician (Darriwilian): Links to volcanism and climate?, Geology (accepted 2 June 2009)

3. Seth A. Young et al., Did changes in atmospheric CO2 coincide with latest Ordovician glacial-interglacial cycles?, Palaeogeography, Palaeoclimatology, Palaeoecology, Article in Press