ภาวะโลกร้อน : ภัยคุกคามโลกศตวรรษที่ 21

ภาวะโลกร้อน : ภัยคุกคามโลกศตวรรษที่21

25 มีนาคม 2553

ปัญหาโลกร้อนขึ้น ยังส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาคทั่วโลก มากบ้าง น้อยบ้างแตกต่างกันไป ขณะที่คณะนักวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ ยังคงเดินหน้าศึกษาวิจัยผลพวงจากโลกร้อนอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยหวังอาศัยผลศึกษา กระตุ้นเตือนภาครัฐของแต่ละประเทศให้หันมาตระหนักถึงความเร่งด่วนในการหา ทางออกเรื่องนี้

ล่าสุด ผลศึกษาของกลุ่มนักชีววิทยาชาวเยอรมนี ตีพิมพ์เผยแพร่วานนี้ (24 มี.ค.) เตือนว่า ภาวะโลกร้อนอาจจะลดระดับความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ ลงในสัดส่วนกว่า 9% ภายในปลายศตวรรษนี้ และประเทศยากจนจะเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด จากปัญหาที่จะเกิดขึ้น

คณะนักชีววิทยาชาวเยอรมนี ใช้แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของคณะเจ้าหน้าที่ด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คำนวณความเป็นไปได้กรณีอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งอาศัยข้อมูลว่าด้วย "ศักยภาพความอุดมสมบูรณ์ของสายพันธุ์ต่างๆ" หรือ ซีเอสอาร์ มาเป็นตัวชี้วัดเพื่อประเมินสายพันธุ์ต่อพื้นที่ โดยผลการประเมิน 13 แบบจาก 18 แบบระบุว่า ซีเอสอาร์โลกลดลงอย่างมากโดยเฉลี่ย 4.9% ภายในปี 2643 และในผลการประเมิน "บี1" ซึ่งถือเป็นแบบการประเมินในลักษณะที่มองแง่ดีที่สุด ที่คณะทำงานระหว่างประเทศ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของยูเอ็น (ไอพีซีซี) นำเอาไปใช้ระบุว่า อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.8 องศาเซลเซียส หรือ 3.24 องศาฟาเรนไฮต์ ภายในปี 2643 และด้วยผลพวงนี้ ซีเอสอาร์โลกจะขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.3% เหมือนกับดอกไม้ที่จะเจริญงอกงามดีจากการเพิ่มขึ้นของระดับก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์

อย่างไรก็ตาม ในผลการประเมินแบบเอ 1 เอฟ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนลงความเห็นว่าเป็นผลการประเมินที่แย่ที่สุดแต่มีความ เป็นไปได้มากที่สุดนั้น อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4.0 องศาเซลเซียส (7.2 องศาฟาเรนไฮต์) และในกรณีนี้ ซีเอสอาร์อาจจะลดลงโดยเฉลี่ย 9.4% นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยังนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เท่าเทียมกันในแต่ละภูมิภาคของโลก เริ่มจากประเทศในแถบตอนเหนือสุดของโลก ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลจะมีสภาพอากาศอบอุ่นขึ้น เอื้อให้สามารถปลูกพืชผักได้ดี ซึ่งส่งสัญญาณว่าแคนาดาหรือไซบีเรีย อาจจะกลายเป็นแหล่งผลิตพืชผลการเกษตรออกสู่ตลาดโลกได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันใน อนาคต

แต่ทะเลทราย ทุ่งหญ้าสะวันนา ป่าดิบเขตร้อนชื้นและถิ่นอาศัยอื่นๆ ที่มีความชื้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดของสัตว์และพืชสายพันธุ์ต่างๆ นั้นอาจจะได้รับความเสียหายจนปัญหาขาดแคลนน้ำ และหากเป็นเช่นผลการประเมิน ป่าฝนอเมซอนอยู่ในจุดเสี่ยงที่สุดที่จะเผชิญปัญหาดังกล่าว

ยูเอ็นชี้ปีที่แล้วโลกร้อนสุด

ขณะ ที่ ยูเอ็น จัดทำรายงานระบุว่า ปีที่แล้วเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และที่อุณหภูมิโลกยังคงอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

"ปี 2552 เป็นปีที่โลกมีสภาพอากาศอบอุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเมื่อปี 2393 และอุณหภูมิโลกของทศวรรษช่วงปี 2000 ก็อบอุ่นกว่าช่วงทศวรรษปี 1990 ซึ่งก็มีสภาพอากาศอบอุ่นกว่าช่วงปี 1980 ทำให้ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นช่วง 10 ปีของอุณหภูมิโลกที่อบอุ่นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ "องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุ ในแถลงการณ์

ปีที่แล้ว สภาพอากาศร้อนสุดๆ นอกจากนี้ ยังเกิดภาวะแล้งในหลายพื้นที่ของโลก ไม่นับภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ทั้งยังมีคลื่นความร้อนและพายุหิมะอย่างรุนแรงเกิดขึ้นด้วย

ผลศึกษาชี้กินมังสวิรัติไม่ช่วยลดโลกร้อน

นาย แฟรงค์ มิตโลห์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศจากมหาวิทยาลัยเดวิส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยผลศึกษาที่ระบุว่า การกินผักเยอะขึ้น หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ กลุ่มผู้กินมังสวิรัตินั้น ไม่ได้ช่วยลดความร้อนของอุณหภูมิโลกแต่อย่างใด แถมยังระบุว่า การกินมังสวิรัติเป็นการเบี่ยงเบนความพยายามต่างๆ ที่จะแสวงหาหนทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

"เรา สามารถลดผลผลิตที่เป็นต้นตอของก๊าซเรือนกระจกได้แน่นอน แต่ไม่ใช่ด้วยการบริโภคเนื้อสัตว์และนมให้น้อยลง " มิตโลห์เนอร์ กล่าวขณะนำเสนอรายงานในหัวข้อ"การบริโภคเนื้อสัตว์และการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศ"ที่การประชุมของสมาคมผลิตภัณฑ์เคมีแห่งอเมริกาในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ผู้ เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศของสหรัฐ ระบุว่า การโบ้ยความผิดไปให้วัวและหมูว่าเป็นต้นตอของปัญหาสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง เป็นการอ้างแบบผิดๆ และไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง พร้อมทั้งปฏิเสธรายงานหลายชิ้นที่สนับสนุนแนวคิดว่าการกินมังสะวิรัติช่วยลด โลกร้อนได้ ซึ่งรวมถึง รายงานฉบับหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2549 ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นายมิตโลห์เนอร์ มองว่าเป็นการกล่าวอ้างเกินจริงเกี่ยวกับบทบาทด้านปศุสัตว์ที่มีต่อภาวะโลก ร้อน

ทั้งนี้ รายงานของยูเอ็นชื่อ "ไลฟ์สต็อก' ลอง ชาโดว์" ฉบับดังกล่าว ระบุว่า ปศุสัตว์เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะก๊าซเรือนกระจกแก่โลกมากกว่าระบบการขนส่ง ทุกระบบทั่วโลกรวมกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศของสหรัฐ มองว่า เป็นการเบี่ยงเบนจากปัญหาที่แท้จริงที่มุ่งแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาโลกร้อน

อย่าง ไรก็ตาม รายงานชิ้นดังกล่าวและรายงานชิ้นอื่นๆ ที่ระบุว่า การกินเนื้อสัตว์น้อยลงช่วยให้โลกร้อนน้อยลง จุดกระแสรณรงค์เลี่ยงการกินเนื้อสัตว์กันอย่างคึกคักทั่วโลก รวมถึงการจัดทำ "วันปลอดเนื้อ" ขึ้นในวันจันทร์ของทุกๆ สัปดาห์ในยุโรป เมื่อปีที่แล้ว ภายใต้การผลักดันของเซอร์พอล แมคคาร์ทนีย์ อดีตสมาชิกวงเดอะบีทเทิล 1 ในคนดังของโลกที่เป็นมังสวิรัติ

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ