สดจากการเจรจารอบล่าสุด: เขาเอาไง เราเอาไง?

"Restore trust and confidence" เป็นวลีที่ได้ยินซ้ำๆ จนติดหูในการประชุม Bonn Climate Change Talks ที่เยอรมนีเมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ อาจเป็นเพราะหลายฝ่ายรู้สึกผิดหวังจากผลงานที่ร่วมกันทำที่ในระหว่างการ ประชุมสุดยอดผู้นำโลกที่โคเปนเฮเกนเมื่อปลายปีที่แล้ว

การประชุมที่บอนน์ครั้งนี้เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาก็เพื่อที่จะหารือกันว่าปีนี้จะทำงานอย่างไรต่อ

แน่นอนครับ เป้าหมายของการประชุมทั้งหลายในปีนี้ก็เพื่อที่จะต้องมีข้อตกลงแบบเป็นชิ้น เป็นอันในการประชุมสุดยอดรอบใหม่ที่เม็กซิโกปลายปีนี้ เดาไม่ออกเหมือนกันว่าจะได้อะไรมากแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ เห็นสัญญาณจากเลขาธิการ United Nations Framework Convention on Climate Change คุณ Yvo de Boer ที่ได้ยื่นใบลาออกแล้ว ก็อาจจะพอเดาได้

ที่บอนน์การประชุมร่วมกันของทุกประเทศแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Ad Hoc Working Group on Long-term Cooperative Action under the Convention) หรือ AWG-LCA ที่มีภารกิจในการพิจารณาแนวทางความร่วมมือระยะยาวในด้านต่างๆ ได้แก่ เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก การแบ่งความรับผิดชอบ การปรับตัว กลไกการเงิน และการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี กับอีกกลุ่มคือ คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยพันธกรณีต่อเนื่องสำหรับประเทศในภาคผนวกที่ 1 ภายใต้พิธีสารเกียวโต (Ad Hoc Working Group on Further Commitments for Annex I Parties under the Kyoto Protocol) หรือ AWG-KP ที่ที่มีภารกิจในการพิจารณาพันธกรณีของประเทศพัฒนาแล้ว ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายหลังปี 2012 ซึ่งเป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องของคณะทำงานตั้งแต่การประชุม COP13 ที่เมืองบาหลี เมื่อสามปีก่อน

ปกติแล้วที่ประชุมจะครึกครื้นพอๆ กัน แต่ครั้งนี้การประชุมของ AWG-KP ที่ปกติจะถูกให้ความสำคัญมากเพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมาย ต่างๆ แต่ครั้งนี้กลับค่อนข้างดูเหงาหงอย ผู้แทนของประเทศต่างๆ ดูจะไม่ค่อยให้ความสำคัญสักเท่าไหร่ บางครั้งจำนวนคนน้อยจนเริ่มประชุมไม่ได้ เพราะคนส่วนมากไปรวมกันอยู่ในห้องของ AWG-LCA ถ้าคิดในแง่ดีก็คงจะเป็นเพราะว่า ภารกิจของ AWG-KP จะเกี่ยวพันกับผลการประชุมของ AWG-LCA

แต่คิดในแง่ร้ายก็เดาว่า สถานการณ์ของพิธีสารเกียวโตนั้นไม่สู้ดีนัก จริงๆ ก็พอที่จะเห็นสัญญาณของการไม่เอาพิธีสารเกียวโตของประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการสุดแต่จะหามาประกอบ ไม่เว้นแต่ประเทศที่เป็นผู้คลอดพิธีสารเกียวโตนี้เอง มีการเสนอแนวทางใหม่ๆ มาแทนที่ด้วยเหตุผลว่า "เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม หรือเพื่อให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงๆ" แต่กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาต่างก็รวมกันต่อต้านกันอย่างถึงที่สุด

แม้ว่าการประชุมที่บอนน์จะเน้นเรื่องการบริหารจัดการมากกว่าที่จะลง เนื้อหาการเจรจา แต่ใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญเพราะ ประเด็นเล็กๆ บางประเด็นก็เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการเจรจาเรื่องใหญ่ๆ เช่นนี้ได้เช่น ประธานเป็นใคร มีอำนาจ หน้าที่แค่ไหน และจะมีการประชุมกี่ครั้งในปีนี้ ทั้งหมดนี้ต้องเป็นการกำหนดร่วมกันของประเทศต่างๆ ปีนี้กลุ่ม AWG-LCA ได้ประธานคนใหม่เป็นผู้แทนหญิงจากประเทศ Zimbabwe ส่วน AWG-KP จะเลือกในการประชุมครั้งต่อไป ประธานมีความสำคัญมากเพราะ จะต้องเป็นผู้รับภาระหนักที่สุด ตั้งแต่รู้พิธีการ แม่นกฎระเบียบข้อบังคับ มีความลึกในการใช้ภาษา เทคนิคการประนีประนอมดีเยี่ยม ไปจนถึงทักษะการจับปูนานาชาติใส่กระด้ง ผลการประชุมครั้งนี้สรุปว่า จะมีการประชุมของ AWG-KP และ AWG-LCA ทั้งหมด 4 ครั้ง จากเดิมที่กำหนดไว้ 2 ครั้ง โดยแต่ละครั้งต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ โดยประธานจะเป็นผู้ร่างเอกสารในการเจรจาโดยเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศส่งข้อ เสนอเพิ่มเติมได้ ในที่ประชุมมีการเสนอสถานที่ที่จะใช้เป็นที่ประชุมของการประชุมเพิ่มเติม ทั้งสองครั้ง บ้างก็เสนอกรุงเจนีวา บ้างก็เสนอนิวยอร์ก และมีการเสนอกรุงเทพฯ อีกด้วย

ทีนี้มาว่าเรื่องของเราบ้าง

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาทั้งหลาย นอกจากจะสังกัดกลุ่ม G77and China ที่เป็นพี่เบิ้มด้านจำนวนประเทศแล้ว ยังมีกลุ่มก้อนย่อยๆ อีก ที่เห็นได้ชัดเช่น กลุ่ม African Group กลุ่ม Least Developed Countries (LDCs) กลุ่ม Alliance of Small Island States (AOSIS) ซึ่งทุกๆ กลุ่มต่างมีผู้แทนลุกขึ้นมาแสดงในจุดยืนของกลุ่มตัวเองที่ดูแล้วมีพลังในการ ต่อรองในเวทีนานาชาติมาก แต่ในกลุ่มประเทศเอเชียเราไม่มีกลุ่มที่เป็นเอกภาพเช่นนี้เลย แต่ก็มีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น

ตั้งแต่การประชุมที่โคเปนเฮเกน ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนพยายามที่จะรวมประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อที่จะเสนอความเห็นในนามกลุ่ม แต่ก็ยังไม่เป็นผลมากนัก เนื่องจากยังขาดความเป็นเอกภาพภายในกลุ่ม หลังจากนั้นได้มีการประชุม ASEAN Working Group on Climate Change (AWGCC) ครั้งที่ 1 ที่จัดโดยประเทศไทยก่อนการประชุมที่กรุงบอนน์ และมีการประชุมนัดพิเศษในระหว่างการประชุมครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการประชุมนี้ก็เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ทำความเข้าใจและกำหนดท่าทีร่วมกัน และจะมีการประชุมต่อเนื่องไปอีก ได้แต่หวังว่าต่อไปอาเซียนจะมีจุดยืนของกลุ่มด้วย

นอกจากอาเซียนแล้ว ASIAN Group ก็พยายามที่จะมีท่าทีร่วมกันเช่นกัน แต่แนวโน้มดูเหมือนว่ายากกว่าอาเซียนอีก คงจะเป็นได้แต่เพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันเท่านั้น อาจเป็นเพราะว่า ในกลุ่มนี้มีการพัฒนาที่แตกต่างกันมากเกินกว่าที่จะเป็นเอกภาพกัน

หรือเราต้องเป็นผู้ตามเกมส์ที่กำหนดโดยประเทศมหาอำนาจต่อไป

 

by. Dr Surachai Sathitkunarat can be contacted at surachai.james@gmail.com