เทคโนโลยียับยั้งสงครามน้ำ

"คืนนี้ไม่ได้ดูข่าวเสื้อแดงเลย" "ละครกำลังสนุกอยู่ด้วย" เสียงบ่นพึมพำของเกษตรกรสองผัวเมียที่ต้องมาอดหลับอดนอนเฝ้าที่นาในตลอดคืน แทนที่จะได้พักผ่อนอยู่บ้านหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน

เดิมที่นาติดคลองส่งน้ำจะนำน้ำเข้านาก่อน จากนั้นที่นาที่อยู่ถัดไปจะมีโอกาสนำน้ำเข้าที่นาตนเองบ้าง เป็นลำดับไปเรื่อยๆ แต่ขณะนี้น้ำจากคลองส่งน้ำไม่ได้มีให้ใช้อย่างเหลือเฟือเหมือนเมื่อก่อน การแบ่งปันน้ำด้วยการจัดสรรน้ำเป็นเวลาได้ถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาปัญหาเร่ง ด่วนนี้ แม้กระนั้นน้ำก็ยังไม่เพียงพอ จนเกิดปัญหาการขโมยน้ำ บางครั้งปัญหานี้ได้ก่อให้เกิดการวิวาทระหว่างเกษตรกรด้วยกัน แนวโน้มการแย่งน้ำคงจะมีสูงขึ้นวิถีชีวิตเกษตรกรไทยบางพื้นที่ได้เปลี่ยนไป แล้ว

"โลกร้อน" แม้จะไม่รู้ชัดๆ ว่ามันหมายถึงอะไร แต่ก็กลายเป็นคำพูดติดปากที่ไม่ว่าใครก็พูดในช่วงที่เจออากาศร้อนๆ ไม่เว้นชาวไร่ ชาวนา แทบไม่น่าเชื่อว่าขณะนี้มีพื้นที่เกษตรกรรมบางแห่งในประเทศไทยที่ไม่เคยมี ปัญหาเรื่องน้ำใช้ในการเกษตรมาก่อนเลย เริ่มมีปัญหาการขาดแคลนน้ำ

ก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะมีใครมาบอกว่า ให้งดเว้นสิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่น เผาตอซังข้าว เผาเศษวัชพืช เผาอ้อย หรือเผาป่าเพื่อเก็บเห็ด ปกติมักไม่ค่อยสนใจทำตามเพราะปากท้องย่อมสำคัญกว่าหน้าตาเสมอ แต่ความคิดของเกษตรกรไทยบางพื้นที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว

นอกจากผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนและรุนแรงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นท่วม บริเวณพื้นที่ชายฝั่งนั้น ความแปรปรวนของช่วงเวลาที่ฝนตก ปริมาณน้ำฝนเปลี่ยนแปลง การระเหยของน้ำผิวดินที่รวดเร็วขึ้น ระดับน้ำบาดาลที่ลดลง ทำให้ปริมาณน้ำที่ใช้ในการเกษตรไม่เพียงพอ ส่งผลให้การขาดแคลนน้ำ (Water scarcity) กำลังจะเป็นประเด็นใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ว่ากันว่าในเร็วๆ นี้ คำว่า water footprint หรือการระบุปริมาณน้ำที่ใช้ในผลิตสินค้าจะเป็นคำฮิตต่อจาก carbon footprint ที่เป็นการระบุปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ใช้ในผลิตสินค้า ปัญหาเหล่านี้ สามารถบรรเทาด้วยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีเพื่อการปรับตัว (Adaptation) สำหรับการขาดแคลนน้ำทำได้หลายรูปแบบเช่น ในพื้นที่นาน้ำฝนทำได้โดยการปรับปรุงดินให้อุ้มน้ำ การปลูกพืชทนแล้ง หรือการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทาน การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมในพื้นที่นาชลประทาน

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างใหญ่หลวง นอกจากการปรับตัวเรื่องน้ำแล้ว เทคโนโลยีการปรับตัวในภาคการเกษตรที่สามารถนำมาใช้ในประเทศไทยมีหลายอย่าง เช่น การปรับลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ให้สามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้นรวมทั้งลด การกัดเซาะหน้าดินเช่น การแบ่งที่ดินสำหรับการเพาะปลูกเป็นส่วนๆ เปลี่ยนแนวความคิดจากการกำจัดหญ้าเป็นการรักษาหญ้าในคลองส่งน้ำธรรมชาติและ หน้าดินเพื่อลดการกัดเซาะ

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเช่น การปูพลาสติกในคลองส่งน้ำธรรมชาติ การบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะช่วงที่พืชมีความต้องการใช้น้ำสูง การใช้เทคนิคน้ำหยด การปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อรักษาความชื้นในดินและอินทรียวัตถุเช่น การปลูกพืชแบบผสมผสาน พืชคลุมดิน พืชหมุนเวียน การเปลี่ยนระยะของต้นพืชให้เหมาะสม การเปลี่ยนช่วงเวลาในการปลูกพืช

การวิจัยพันธุ์พืชใหม่ๆ เช่น พืชทนแล้ง ทนน้ำท่วม ทนดินเค็ม และพืชที่ใช้น้ำกร่อย เทคโนโลยีหลายๆ อย่างเราสามารถที่จะเรียนรู้จากต่างประเทศได้ แต่เราต้องให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (South-South) ที่มีพื้นที่เพาะปลูกคล้ายกับประเทศไทย เนื่องจากปัจจัยด้านการเกษตรมีความสัมพันธ์โดยตรงกับลักษณะของภูมิศาสตร์ของ พื้นที่อย่างมาก นอกจากนั้นประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีการวิจัยพัฒนาเองเพราะ บริบทของทุกประเทศย่อมแตกต่างกัน และยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเป็นผู้นำด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศต่อการเกษตร

จากนี้ไปผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะคืบคลานไปใกล้กับเกษตรกรมากขึ้นโดยไม่มีที่ให้ถอยหนีมากนัก

Dr Surachai Sathitkunarat can be contacted at surachai.james@gmail.com