ภัยธรรมชาติ : Natural Disasters

วิถีกิน-อยู่...เปลี่ยนโลก (ได้)

การดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติมีประโยชน์ทั้งต่อตัวเราและต่อสังคมโลก อย่างแค่การกินอาหารให้เป็นเพียงเรื่องเดียว กินให้เป็นคือกินให้ถูกต้อง ไม่ใช่กินให้ถูกใจ หรือกินให้ถูกลิ้น เพราะลิ้นคนเรายาวแค่ 10 ซม. แต่สามารถสะกดเราให้ติดอยู่ใต้อำนาจมันได้ ถ้าเรามีสติในการกินเพียงเพื่อ ให้ร่างกายตั้งอยู่ได้ เราก็ไม่ต้องกินมากนัก ทรัพยากรก็จะมีเหลือพอสำหรับประชากรโลก

หัวใจสำคัญของความคิดก็คือการพัฒนาที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการ เพิ่มการผลิต เพิ่มการกินการใช้ทรัพยากร เป็นหนทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่นานทรัพยากรในโลกก็ต้องหมด การเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นสินค้าแทนที่จะคิดเป็นต้นทุนก็เป็นการถลุง ทำลายอนาคตของโลก น้ำมันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีจำกัด ถ้าใช้กันไม่ยั้งก็จะหมดใน 40 ปี แล้วจากนั้นมนุษย์ก็จะต้องกลับมาปรับตัวย้อนสู่ยุคที่ยากลำบากยิ่งกว่ายุค โบราณ

เราจะช่วยบรรเทา "โลกร้อน" ได้อย่างไรบ้าง

เมื่อปี 2543 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์หนัก 340.7 ล้านตัน เป็นอันดับที่ 29 ของโลก และเพิ่มขึ้นเป็น 366.6 ล้านต้นในปี 2548 เป็นอันดับที่ 24 ของโลก โดยมีประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก นอกจากนี้ อัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อประชากรของไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.6 ตันต่อปี เป็น 5.8 ตันต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน (ในขณะที่อัตราเฉลี่ยของโลกลดลงจาก 6.9 เป็น 6.0 ตันต่อปี)

ประเทศไทยนอกจากจะมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลกแล้ว ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน ได้แก่ ภาวะแห้งแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรลดลงโดยเฉพาะข้าวการสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์บางชนิดที่ ไม่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกลับมาของโรคบางชนิดที่มียุงเป็นพาหนะ เป็นต้น

ประเทศไทยควรจะทำอย่างไรและเมื่อใด เพื่อบรรเทาปัญหาและเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนในอนาคต

แผนรับมือโลกร้อนของจีนยังเถียงกันไม่แล้วเสร็จ

เนื่องจากการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของจีนไม่สอดคล้อง กับวิถีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ กลุ่มผู้นำจีนจำต้องเลือกเอาระหว่างทางเลือกสองประการที่ไม่พึงประสงค์เพื่อ ระงับมลภาวะที่เพิ่มสูง และการเผชิญกับสถานการณ์อันน่ากลัวจากภาวะว่างงานที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวาย ทางสังคม

การประเมินครั้งที่สี่ของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลง ของภูมิอากาศซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนก.พ. 2007 ย้ำว่าจีนเป็นดินแดนที่เสี่ยงต่อปัญหาโลกร้อน นักวิชาการจีนหลายคนเข้าไปมีส่วนร่วมเขียนเอกสารดังกล่าว เพื่อยกระดับความสำคัญในสังคมจีนให้กับสิ่งที่ตนค้นพบ ผลการศึกษาเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งอย่าง รุนแรงขึ้นในพื้นที่แห้งแล้งทางเหนือและทางตะวันตกของประเทศ ทั้งจะก่อให้เกิดอุทกภัยขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำทางใต้และทางตะวันออก นักวิชาการชี้ว่าในช่วงน้ำท่วม,แผ่นดินจะดูดซึมน้ำน้อยน้อยกว่าช่วงที่ฝนตก อย่างสม่ำเสมอ ทั้งทำนายว่าภาวะแห้งแล้งและอุทกภัยก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำและการกัดกร่อน หน้าดินอย่างรุนแรงขึ้นในจีน ภาวะแห้งแล้งและอุทกภัยที่เพิ่มขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมากระตุ้นความเห็นของ สาธารณชนว่าควรจะใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิ อากาศ

ทางเลือกนิวเคลียร์ไม่ได้สะอาดเหมือนภาพที่วาด

ประเทศไทยมีแผนจะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ นี่เป็นเรื่องที่พอรู้กันอยู่ งบประมาณที่ใช้เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อนุมัติไว้เมื่อหลายรัฐบาลก่อนเป็นเงินกว่าพันล้านบาท เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรต้องแปลกใจที่จะเห็นโฆษณาเพื่อชวนให้เชื่อผ่านทาง โทรทัศน์อยู่เนืองๆ

ทำนายไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า เมื่อใดที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างจริงจัง สังคมไทยจะเดินเข้าสู่ความแตกแยกอย่างรุนแรงอีกครั้ง เพราะปัญหาโลกแตกของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็คือปัญหา "ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่หลังบ้านฉัน" นั่นเอง

Our Choice ของ "อัล กอร์" ปฏิบัติการกู้โลกร้อน

Our Choice ของ "อัล กอร์" ปฏิบัติการกู้โลกร้อน

โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

หลังจากหนังสือ "โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" หรือ "อินคอนวีเนียน ทรูธ" ของ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาเมื่อราวสามปีก่อน พร้อมไปกับการรณรงค์อย่างมีประสิทธิผล ปลุกกระแสความตื่นตัวไปทั่วโลก แม้แต่ลูกเด็กเล็กแดงที่อย่างน้อยก็ยังรู้จักคำว่า "โลกร้อน" ในที่สุด กอร์ก็เดินหน้าไปอีกขั้นด้วยหนังสือเล่มใหม่ที่หากเป็นไปตามแผนน่าจะเปิดตัว เดือนพฤศจิกายนนี้ในฉบับภาษาอังกฤษ

Bangkok Climate Talk คุยอะไรกัน

ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาติดตามอย่างใกล้ ชิด คือ การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ อยู่ในการเจรจาของ AWG-LCA ในเอกสารเจรจาขณะนี้ มีข้อเสนอให้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเป้าหมายใน 2 ระยะ คือการลดภายในปี 2020 และในปี 2050 สำหรับเป้าหมายการลดก๊าซของ "ประเทศที่พัฒนาแล้ว" มีข้อเสนอค่อนข้างหลากหลายระดับ เช่น ทางกลุ่ม G77 + จีนได้เสนอให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซ 40% จากปี 1990 ให้ได้ภายในปี 2020 กลุ่มประเทศหมู่เกาะเสนอให้ลด 45% อินเดียเสนอให้ลดถึง 79% ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยกันเองเสนอให้ลดที่ 25% (เสนอโดยออสเตรเลีย) หรือ 30% (เสนอโดย EU) ในเอกสารเจรจาขณะนี้ตัวเลขที่ปรากฎจะอยู่ในช่วง 25-45% จากระดับในปี 1990 ภายในปี 2017 หรือ 2020 และลด 80-95% ภายในปี 2050

เชียงใหม่ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง: หนทางสู่เมืองยั่งยืน

ชาวเชียงใหม่ตื่นตัวสุดๆ จัดเวทีสาธารณะส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนช่วยโลกร้อน วันที่ 26 กันยาที่จะถึงนี้ ภายใต้แนวคิด "หากไม่มีการเริ่มลงมือทำอะไรก่อนปี 2555 ก็จะสายเกินแก้ ผลจากสิ่งที่เราทำใน 2-3 ปีข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพวกเรา นี่คือช่วงเวลาที่พวกเราต้องตัดสินใจ" ที่กล่าวโดย ราเชนดรา ปาจาอุรี, ประธานคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลร่วมกับอดีตรองปธน.อัลกอร์ แห่งสหรัฐฯ

นับเป็นการตื่นตัวที่น่าชี่นชม หากเชียงใหม่มีรูปธรรมของการจัดการเมืองเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง ก็แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารและพลเมืองท้องถิ่นก้าวหน้ากว่ารัฐบาลกลางใน เรื่องวิสัยทัศน์ที่รับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน คล้ายกับในสหรัฐที่รัฐบาลท้องถิ่นของหลายๆรัฐ เช่นแคลิฟอเนียร์ และโอเรกอน มีแผนการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่รอให้รัฐบาลกลางกำหนด เป็นนโยบายระดับชาติก่อนในเรื่องการลดโลกร้อน

โลกร้อน ตัวเลข วิกฤต และโอกาส

แม้ว่าในด้านการเจรจา ไทยอาจบอกได้ว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรมีพันธกรณี แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยงานภาครัฐควรต้องเริ่มเตรียมการพิจารณาว่า ถ้าไทยจะร่วมลดก๊าซเรือนกระจก (ไม่ว่าจะโดยการถูกบังคับด้วยพันธกรณี หรือโดยการสมัครใจผ่านการขายคาร์บอนเครดิตหรือกลไกอื่นๆ) เราจะมีมาตรการและนโยบายการดำเนินงานในประเทศอย่างไร ส่วนภาคเอกชนก็คงต้องเริ่มพิจารณาเช่นกันว่า มีทางเลือกหรือมีโอกาสเสริมสร้างทางเลือกการลดก๊าซอะไรได้บ้าง รวมทั้งพิจารณาว่า แผนการลงทุนต่างๆ ที่วางแผนไว้นั้น ควรจะต้องปรับปรุงหรือไม่/อย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงหรือเพิ่มโอกาสในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึง นี้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าไทยอยู่มีโอกาสสร้างความได้เปรียบ (โดยเปรียบเทียบ) จากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

ค่าเสียหายโลกร้อน: คนเล็กจ่ายก่อน

ภาวะโลกร้อนเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่มากในปัจจุบัน ทุกประเทศต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ในการลดเงื่อนไขที่ทำให้โลกร้อน ประชาชนในแต่ละประเทศก็มีภาระอย่างเดียวกัน ไม่ว่าจะมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ และไม่ว่าจะเอาคาร์บอนเครดิตไปขายได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมของมนุษย์ ทั้งที่เป็นไปโดยธรรมชาติ และที่ทำขึ้นเพื่อดำรงชีวิต ย่อมต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นธรรมดา ปัญหาคือจะแบ่งความรับผิดชอบของผู้กระทำอย่างไร

ในกรณีเช่นนี้ หลักปฏิบัติที่เขาใช้กันทั่วไปก็คือ กระจายความรับผิดชอบไปให้แก่ทุกฝ่าย เช่นเอาค่าปรับโลกร้อนไปฝากไว้ในภาษีการซื้อ-ขายยางพารา จะฝากไว้ที่ระดับน้ำยาง หรือระดับผลิตภัณฑ์เช่นยางรถยนต์ก็ตาม แต่ผู้บริโภคต้องจ่าย โดยไม่เอาค่าปรับไปกระจุกไว้ที่ปัจเจกบุคคลที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก แล้วปล่อยให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก กิจกรรมนั้นลอยนวลไป