ภัยธรรมชาติ : Natural Disasters

ชาวบ้านไทยโดนคดีแรกของโลกจ่ายค่าเสียหายทำโลกร้อน

นางกำจาย ชัยทอง ผู้ถูกศาลตัดสินข้อหากรณีบุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จำนวน 8-2-85 ไร่ ให้จ่ายค่าเสียหายรวมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี กว่า 1.67 ล้านบาท กล่าวถึงการที่กรมอุทยานฯได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทส.0903.4/14374 ถึงสำนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง ระบุแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการคิดคำนวณค่าเสียหายพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร ถึงค่าเสียหายทำให้โลกร้อนว่า ไม่ยอมรับเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำให้โลกร้อน เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ย่ามาหลายชั่วอายุคน ใช้เพื่อการเพาะปลูกมากกกว่า 200 ปี แล้ว ส่วนตัวรู้แล้วว่าการทำลายป่ามีผลกระทบอย่างไร แต่ตนเองไม่ได้อยู่ในพื้นที่ป่า

นางกำจายกล่าวด้วยว่าในวิถีเกษตรของการทำสวนยาง เมื่อต้นยางแก่ ต้องตัดเพื่อปลูกใหม่ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการทำลายป่า ทำให้โลกร้อน ต้องมาจ่ายเงินล้านเพราะตัดต้นยางในพื้นที่ของตัวเอง จะเอาที่ไหนมาจ่าย ลำพังแค่เงินหมื่นยังไม่เคยได้จับ การคิดค่าเสียหายเช่นนี้ไม่เป็นธรรมกับตนเองและพี่น้องในเครือข่ายเทือกเขา บรรทัดที่ต้องถูกคดี "ฉันเจ็บ เจ็บเหลือเกินซ้ำแล้วซ้ำเล่า พี่ชายฉันไปเป็นตำรวจ 3 จังหวัดชายแดน ต้องตายเพื่อรักษาประเทศ แต่ฉันกลับถูกฟ้องขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ที่เป็นที่ดินของปู่ย่าตายาย เป็นมรดกความทรงจำในการอยู่ร่วมกันของครอบครัว แต่อุทยานฯ ก็มายึดเอาไป" นางกำจายกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ป่าไม้ไทยในตลาดดาร์บอนใหม่

REDD เป็นคำย่อมาจากคำเต็มว่า Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Country (การลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลัง พัฒนา) REDD เป็นกลไกใหม่ที่ถูกนำเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เนื่องจากมีข้อมูลว่า มีก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากการทำลายป่าและการทำให้ป่าเสื่อมโทรมใน ประเทศกำลังพัฒนาคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ดังนั้น ถ้าลดการทำลายป่า/ป่าเสื่อมโทรมได้จะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้มากทีเดียว

แต่ถ้าเน้นใช้กลไกตลาด ให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ คาดว่าจะมีความต้องการสูง เนื่องจากต้นทุนเรื่อง REDD ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการลดก๊าซในกิจกรรมอื่นๆ หากประเทศที่พัฒนาแล้วมุ่งแต่มาซื้อคาร์บอนเครดิตจาก REDD โดยไม่ลดการปล่อยก๊าซในประเทศตนเอง ปัญหาโลกร้อนก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

เกาะสวรรค์มัลดีฟส์กำลังจมน้ำ

ชาติเล็กๆในมหาสมุทรอินเดียอย่างมัลดีฟส์เป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงต่อ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เนื่องจากเกาะบริวารจำนวน 1,190 เกาะอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 1-2 เมตรเท่านั้น คณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ(IPCC)เตือนครั้ง แล้วครั้งเล่าว่าน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเกิดจากโลกร้อนมีโอกาสก่อให้เกิดคลื่น พายุที่กัดเซาะทำลายชายฝั่งของเกาะเล็กเกาะน้อย

"ช่วงสองสามทศวรรณที่ผ่านมาเราได้เห็นความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่นิสัยของผู้คนไม่เปลี่ยนแปลง เราเข้าสู่ยุคของการเลือกวิถีการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืน ผู้คนเริ่มบริโภคสินค้าใหม่ๆ รัฐบาลมัลดีฟส์ไม่ได้สอนวิธีการกำจัดของเสีย ผู้คนยังคุ้นเคยกับการโยนก้างปลาลงทะเล และในขณะนี้ก็โยนผ้าอ้อมอนามัยเด็กลงทะเล เมื่อสามสิบปีก่อน,เราไม่มีห้องส้วมอยู่ในบ้าน ผู้คนแค่เดินไปถ่ายตามพุ่มไม้ เราจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการบำบัดของโสโครกหรือขยะ แต่ตอนนี้ทุกคนมีห้องส้วมในบ้าน และรัฐบาลไม่ได้จัดวางเครือข่ายกำจัดของเสีย"

โลกร้อน... และความเข้าใจผิดๆ

Post Today

รายงานโดย :เรื่อง : อนุสรา ทองอุไร / สุรีย์รัตน์ พิทักษ์:

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กระแสการรณรงค์เรื่องโลกร้อนกำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งประชาชนชาวไทยอย่างน่ายินดี

 

แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีคนอีกหลายคนที่เกิดความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้การช่วยลดภาวะโลกร้อนที่ทุกคนกำลังช่วยกันแก้ไขและเยียวยา อยู่นั้นเดินไปในทางที่ผิด

ถ้าจะมีใครรอดในยุคโลกร้อน ก็น่าจะเป็นคนคีรีวง

ย้อนปฏิทินปี พ.ศ 2531 เกิดอุทกภัยน้ำท่วมที่บ้านคีรีวง ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ด้วยสภาพพื้นที่ในหมู่บ้านที่เป็นที่ราบตีนเขาหลวง มีภูเขาล้อมรอบทั้ง 4 ด้านซึ่งเป็นที่มาของชื่อบ้านคีรีวง (คีรีวง= วงล้อมภูเขา) เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดจากจากฝนที่ตกติดต่อกันเป็นเวลา 13 วัน ทำให้น้ำป่าจากเขาหลวงพัดท่อนซุงท่อนมหึมาจากการทำไม้สัมปทานไหลทะลักเข้า หมู่บ้านทางคลองทำดี เข้ากัดเซาะและพื้นดินและทะลักเข้าท่วมทำลายหมู่บ้านในที่สุด เหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 คน และสิ่งที่ดูจะเป็นอาถรรพ์จนไม่น่าเชื่อนั่นคือก่อนจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ปี 2531 ได้เคยเกิดอุทกภัยรูปแบบเดียวกันนี้เมื่อปี 2505 ปี 2518 จนถึงปี 2531 เหตุการณ์อุทกภัยแต่ละครั้งห่างกัน 13 ปี ก่อนจะมาถึงครั้งสุดท้าย 2531 ที่เลขด้านหลัง 31 สลับกันก็เป็นเลข 13 นี้ที่ดูจะเป็นเลขอาถรรพ์ของหมู่บ้านคีรีวง

ในวันนี้บ้านคีรีวงผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งสุดท้ายมากว่า 20 ปีโดยไม่มีอาถรรพ์จากภัยธรรมชาติ ชาวบ้านคีรีวงปรับตัวเพื่อลดโอกาสและความรุนแรงของภัยธรรมชาติด้วยการฟื้นฟู ธรรมชาติ การไม่ทำลายธรรมชาติให้เกียรติและเคารพธรรมชาติ การรู้จักปรับตัวนี้ถึอเป็น หัวใจสำคัญในยุคของภัยชนิดใหม่ที่มากับภาวะโลกร้อน

ชาวบ้านไทยถกผลกระทบโลกร้อน

ภาคประชาชนนำโดยคณะทำงานลดโลกร้อนอย่างเป็นธรรมร่วมกับศูนย์ฝึกอบรม วนศาสตร์ชุมชน และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ได้การประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นที่ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยมีกลุ่มเครือข่ายองค์กรชาวบ้านหลายสิบองค์กร กว่า 70 ชีวิตจากทุกภาค ได้เดินทางมาร่วมประชุมปรึกษาหารือถึงทิศทางการแก้ไขปัญหาโลกร้อนเพื่อหาจุด ยืนและข้อเสนอร่วมกันของภาคประชาชน

"กลุ่มประชาชนที่พึ่งพิงทรัพยากร มีชีวิตอยู่กับป่าและทรัพยากรธรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ชนเผ่า ชาวประมง ชาวบ้าน ฯลฯ จะต้องเข้ามารับรู้เรื่องนี้และตามให้ทันกับนโยบายด้านนี้ของประเทศไทยและ การเจรจาบนเวทีโลกที่จะมีขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะเขาจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกฎกติกาที่จะเกิดขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าถ้าเราปล่อยให้การออกแบบมาตรการกลไกเหล่า นี้อยู่ในมือคนไม่กี่คน เชื่อว่าแก้ไขปัญหาไม่ได้ เรามีมติร่วมกันว่าทิศทางพัฒนาเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องเร่งส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม การเคารพสิทธิและการเข้าถึงทรัพยากร ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบาย" คณะทำงานเพ็ญโฉม แซ่ตั้งกล่าว

จะแก้ปัญหาไฟป่าต้องเข้าใจไฟป่าก่อน

อากาศที่ร้อนขึ้นทุกวัน เป็นสัญญานเตือนว่าฤดูควันและไฟกำลังจะมาถึงในหลายๆพื้นที่ของบ้านเรา พื้นที่ข่าวและภาพในสื่อจะเริ่มเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจาก หมอกควันที่พัดสู่เมืองโยงเข้ากับโลกร้อน แต่ในป่า ชนเผ่าต่างๆที่ยังชีพด้วยการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนและต้องเผาพึ้นที่ทำไร่ เพราะเป็นการกำจัดซากพืชและเศษใบไม้ที่ได้ผลดีและต้นทุนต่ำที่สุดวิธีหนึ่ง ก็กำลังทำหน้าที่ประจำปี คือการทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่าเพื่อป้องกันการลามของไฟเข้าสู่เขตพื้นที่ป่า และที่อาศัยทำกินของหมู่บ้าน และท่ามกลางเสียงดังๆ ในสื่อที่เหมาว่าชาวบ้านที่อยู่กับป่าเป็นผู้ทำลายป่า ที่ขาดหายไปในสื่อคือการอธิบายถึงความซับซ้อนของปัญหาไฟป่าและทางแก้

นโยบายจัดการไฟต้องไม่เน้นไปที่การเผาไร่ของคนในที่สูงอย่างเดียว ต้องแยกแยะโดยเข้าใจปัญหาเชิงเศรษฐกิจ สังคมของพื้นที่ด้วย กล่าวคือคนที่เผาหาของป่าโดยมากจะเป็นคนจนสุดในหมู่บ้านที่ไม่มีที่ดินทำกิน นโยบายมุ่งจับผิดชาวเขาและจับดะของราชการทำให้เกิดการเผาอย่างไม่รับผิดชอบ คือเผาเพื่อหาของป่าแล้วหนี ทำให้แม้แต่ชาวบ้านด้วยกันที่อยากช่วยป้องกันไฟก็ไม่รู้จะจับมือใครดม การทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและไม่ยั่งยืน

6 คำถามเกี่ยวกับโลกร้อนและควันไฟป่าในฤดูร้อนที่กำลังมา

ไฟป่าใหญ่ที่ออสเตรเลียในขณะนี้คงทำให้หลายคนโดยเฉพาะในภาคเหนือเริ่ม กังวลไปถึงสถานการณ์ไฟและหมอกควันในบ้านเราในฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งแม้คงจะไม่รุนแรงเท่า แต่ก็เป็นประเด็นที่คนไทยต้องให้ความสนใจ เพราะในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศที่ในหลายพื้นที่ของประเทศรวม ไปถึงภาคเหนือจะมีอากาศร้อนขึ้นและฝนตกน้อยลงตามผลการศึกษาแบบจำลองสภาวะ ภูมิอากาศโดยนักวิทยาศาสตร์ไทย

ล่าสุด ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา จาก ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก (Start) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คุยกับชาวแม่ฮ่องสอนในงานประชุม "โลกร้อนกับไฟในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน: การรับมือกับภาวะโลกร้อนอย่างมีสติ" เมื่อวันที่ 27-28 มกราคม 2552 โดยได้ตอบคำถามที่หลายคนสงสัยที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงจังหวัดอื่นในภาคเหนือ ด้วยคือ

6 คำถามเกี่ยวกับโลกร้อนและกับไฟในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

เริ่มประชุม UN ที่ปอซนัน ครึ่งทางสู่การทำข้อตกลงแม่บทฉบับใหม่

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 2 ธันวาคม 2551 12:43 น. เอเอฟพี – สงคราม, ความหิวโหย, ความยากจน, และความเจ็บป่วย จะเข้าครอบงำมนุษยชาติ หากโลกยังล้มเหลวไม่จัดการแก้ไขภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ทั้งนี้เป็นเสียงเตือนที่ดังก้องจากเมืองปอซนัน ประเทศโปแลนด์ เมื่อวานนี้(1) อันเป็นวันแรกของการประชุมว่าด้วยโลกร้อนเป็นเวลา 12 วันที่อุปถัมภ์โดยสหประชาชาติ

แม่น้ำโขงเปิดโมเดลโลกร้อน ตั้งคณะกรรมการ 4 ชาติดูแล

กรุงเทพธุรกิจ

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่ศูนย์ START ร่วมกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เลือกแม่น้ำโขงเป็นต้นแบบโมเดลโลกร้อนระดับเอเชีย ศึกษาความเปราะบางและการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ชี้การพัฒนาอาจส่งผลโดยตรงต่อน้ำในอนาคต

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กำลังร่วมกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เตรียมศึกษาผลกระทบ และการปรับตัวจากภาวะโลกร้อนของ 4 ประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม