ภาคขนส่งคมนาคม : Transportation

CCS จับคู่ CDM

ขณะนี้การเจรจา Bonn Climate Change Talks - June 2010 ภายใต้ UN ที่เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับ CCS คือ ได้มีการนำประเด็นความเป็นไปได้ในการนำก๊าซเรือนกระจกที่ถูกดักจับด้วย เทคโนโลยี CCS มาใช้กับกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ความเห็นมีทั้งสนับสนุนและคัดค้าน กลุ่มประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กค้านอย่างหนักด้วยเหตุผลว่า เทคโนโลยีนี้ยังต้องพัฒนาอีก ต้นทุนสูง อาจจะเกิดการรั่วของก๊าซที่กักเก็บไว้ได้ และจะเป็นประโยชน์กับประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น

เกิดอะไรขึ้นที่การประชุมโคเปนเฮเกน

แม้ว่าอากาศที่เมืองโคเปนเฮเกนขณะนี้จะอยู่ต่ำกว่าระดับศูนย์องศา เซลเซียส แต่บรรยากาศภายในศูนย์การประชุมเบลลา (Bella Center) ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมเจรจาความตกลงระหว่างประเทศเรื่องโลกร้อนครุ กรุ่นไป ด้วยความขัดแย้ง มีข้อถกเถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ ที่มีจุดยืนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกำลังพัฒนา กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศหมู่เกาะ กลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ฯลฯ

ตลอดช่วงของการเจรจาที่โคเปนฮาเกน ประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งมากที่สุด คือ การแบ่งความรับผิดชอบในการลดก๊าซระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่ม ประเทศกำลังพัฒนา และโครงสร้างรูปแบบของความตกลงด้านโลกร้อนฉบับใหม่ ซึ่งทั้งสองประเด็นมีความเกี่ยวโยงกันอย่างมาก

Story of Cap 'n Trade

The Story of Cap and Trade(เรื่องราวของมาตรการซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก) เป็นภาพยนตร์ที่เปิดตัวทางอินเตอร์เน็ตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดย Annie Leonard ผู้ผลิต Story of Stuff อันโด่งดังเมื่อปีที่แล้ว มีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นถึงการเก็งหากำไรและข้อบกพร่องเบื้องหลังหลักการซื้อ ขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีความยาวเพียง 10 นาที แต่กลับสามารถนำเสนอภาพให้ผู้ชมเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามาตรการซื้อขายสิทธิ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Cap and Trade นั้นมีปัญหาอะไรและเพราะเหตุใดเราถึงควรร่วมมือกันยุติการซื้อขายดังกล่าว

นับเป็นเรื่องน่าพิศวงที่งานประชุมครั้งสำคัญว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สัปดาห์นี้ ณ กรุงโคเปนฮาเกน กำลังยึดถือเอาแผนงานซึ่งก่อวิกฤติเศรษฐกิจโลกมาเป็นกลยุทธ์หลักสำหรับการ แก้ปัญหาด้านภูมิอากาศ แผนงานดังกล่าวถูกนำมาชูเป็นจุดขายสำหรับงานประชุมทั้ง ๆ ที่มนุษย์ทั่วโลกต่างกำลังดิ้นรนอยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

โลกเขาขยับกันแล้ว แต่ไทยล่ะ?

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อินเดียประกาศจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจำนวนมากเหมือนอย่างที่ประเทศ กำลังพัฒนาหลายประเทศได้ทำไปแล้วก่อนหน้าที่การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศขององค์กรสหประชาชาติจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ ณ กรุงโคเปนฮาเกน

แล้วประเทศไทยล่ะกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อไหร่ที่ไทยจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ ชั้นบรรยากาศของโลกเสียที อันที่จริง นักวิทยายาศาสตร์ได้เตือนให้เราทราบแล้วว่าเราอยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลประ ทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกมากกว่าอีกหลายประเทศ หากโลกไม่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนานใหญ่นับแต่วันนี้ ชายฝั่งและชุมชนริมชายฝั่งของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แม้แต่กรุงเทพ ฯ ก็จะต้องเผชิญปัญหาหนักหนาสาหัสจากภาวะน้ำท่วมและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงซึ่ง ล้วนแล้วแต่เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกทั้งสิ้น กระนั้นก็ตาม ผู้นำของประเทศไทยซึ่งพำนักอยู่ในมหานครแห่งนี้แทบไม่ปริปากพูดถึงการ ยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่อย่างใด

โลกจะไม่เย็นลงด้วย Climategate

"Climategate" เป็นเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีใครบางคนแอบเจาะระบบเซิร์ฟเวอร์ ที่จัดเก็บอีเมล์ของสถาบันวิจัยสภาพภูมิอากาศในอังกฤษแล้วพบว่านักวิทยา ศาสตร์แถวหน้าในแขนงสภาพภูมิอากาศหลายคนไม่ได้นำข้อมูลบางอย่างออกมาเผยแพร่ เพราะข้อมูลเหล่านี้ดูเหมือนจะขัดแย้งต่อหลักฐานมากมายที่ชี้ว่ามนุษย์กำลัง ทำให้โลกร้อนขึ้น เมื่อมือดีแอบพบข้อมูลดังกล่าวจึงหยิบมาเผยแพร่เสียเองผ่านทางหน้าบล็อกตลอด ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ว่าอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของ โลกสูงขึ้นในช่วงที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมี เพิ่มมากขึ้น และหากเราไม่รีบยับยั้งทิศทางดังกล่าว โลกอาจจะต้องเผชิญมหันตภัยร้ายแรงโดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยจัดอยู่ในเขตที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบสูงสุดเขต หนึ่ง ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยจะได้ประโยชน์หากเรื่องราวฉาวโฉ่จากกรณี Climategate จะสิ้นสุดลงเสียที

ดร. เจน ลุบเชนโช หัวหน้าสำนักงานบริหารงานด้านชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติอเมริกา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพีเกี่ยวกับกรณี Climategate ไว้ว่า "อีเมล์ดังกล่าวไม่อาจลบล้างความเห็นทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นเอกฉันท์มั่นคง ว่า...โลกกำลังร้อนขึ้นและกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ก็เป็นสาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์ดังกล่าว"

เราจะช่วยบรรเทา "โลกร้อน" ได้อย่างไรบ้าง

เมื่อปี 2543 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์หนัก 340.7 ล้านตัน เป็นอันดับที่ 29 ของโลก และเพิ่มขึ้นเป็น 366.6 ล้านต้นในปี 2548 เป็นอันดับที่ 24 ของโลก โดยมีประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก นอกจากนี้ อัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อประชากรของไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.6 ตันต่อปี เป็น 5.8 ตันต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน (ในขณะที่อัตราเฉลี่ยของโลกลดลงจาก 6.9 เป็น 6.0 ตันต่อปี)

ประเทศไทยนอกจากจะมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลกแล้ว ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน ได้แก่ ภาวะแห้งแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรลดลงโดยเฉพาะข้าวการสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์บางชนิดที่ ไม่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกลับมาของโรคบางชนิดที่มียุงเป็นพาหนะ เป็นต้น

ประเทศไทยควรจะทำอย่างไรและเมื่อใด เพื่อบรรเทาปัญหาและเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนในอนาคต

แผนรับมือโลกร้อนของจีนยังเถียงกันไม่แล้วเสร็จ

เนื่องจากการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของจีนไม่สอดคล้อง กับวิถีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ กลุ่มผู้นำจีนจำต้องเลือกเอาระหว่างทางเลือกสองประการที่ไม่พึงประสงค์เพื่อ ระงับมลภาวะที่เพิ่มสูง และการเผชิญกับสถานการณ์อันน่ากลัวจากภาวะว่างงานที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวาย ทางสังคม

การประเมินครั้งที่สี่ของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลง ของภูมิอากาศซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนก.พ. 2007 ย้ำว่าจีนเป็นดินแดนที่เสี่ยงต่อปัญหาโลกร้อน นักวิชาการจีนหลายคนเข้าไปมีส่วนร่วมเขียนเอกสารดังกล่าว เพื่อยกระดับความสำคัญในสังคมจีนให้กับสิ่งที่ตนค้นพบ ผลการศึกษาเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งอย่าง รุนแรงขึ้นในพื้นที่แห้งแล้งทางเหนือและทางตะวันตกของประเทศ ทั้งจะก่อให้เกิดอุทกภัยขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำทางใต้และทางตะวันออก นักวิชาการชี้ว่าในช่วงน้ำท่วม,แผ่นดินจะดูดซึมน้ำน้อยน้อยกว่าช่วงที่ฝนตก อย่างสม่ำเสมอ ทั้งทำนายว่าภาวะแห้งแล้งและอุทกภัยก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำและการกัดกร่อน หน้าดินอย่างรุนแรงขึ้นในจีน ภาวะแห้งแล้งและอุทกภัยที่เพิ่มขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมากระตุ้นความเห็นของ สาธารณชนว่าควรจะใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิ อากาศ

เชียงใหม่ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง: หนทางสู่เมืองยั่งยืน

ชาวเชียงใหม่ตื่นตัวสุดๆ จัดเวทีสาธารณะส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนช่วยโลกร้อน วันที่ 26 กันยาที่จะถึงนี้ ภายใต้แนวคิด "หากไม่มีการเริ่มลงมือทำอะไรก่อนปี 2555 ก็จะสายเกินแก้ ผลจากสิ่งที่เราทำใน 2-3 ปีข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพวกเรา นี่คือช่วงเวลาที่พวกเราต้องตัดสินใจ" ที่กล่าวโดย ราเชนดรา ปาจาอุรี, ประธานคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลร่วมกับอดีตรองปธน.อัลกอร์ แห่งสหรัฐฯ

นับเป็นการตื่นตัวที่น่าชี่นชม หากเชียงใหม่มีรูปธรรมของการจัดการเมืองเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง ก็แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารและพลเมืองท้องถิ่นก้าวหน้ากว่ารัฐบาลกลางใน เรื่องวิสัยทัศน์ที่รับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน คล้ายกับในสหรัฐที่รัฐบาลท้องถิ่นของหลายๆรัฐ เช่นแคลิฟอเนียร์ และโอเรกอน มีแผนการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่รอให้รัฐบาลกลางกำหนด เป็นนโยบายระดับชาติก่อนในเรื่องการลดโลกร้อน

ชาวบ้านไทยถกผลกระทบโลกร้อน

ภาคประชาชนนำโดยคณะทำงานลดโลกร้อนอย่างเป็นธรรมร่วมกับศูนย์ฝึกอบรม วนศาสตร์ชุมชน และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ได้การประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นที่ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยมีกลุ่มเครือข่ายองค์กรชาวบ้านหลายสิบองค์กร กว่า 70 ชีวิตจากทุกภาค ได้เดินทางมาร่วมประชุมปรึกษาหารือถึงทิศทางการแก้ไขปัญหาโลกร้อนเพื่อหาจุด ยืนและข้อเสนอร่วมกันของภาคประชาชน

"กลุ่มประชาชนที่พึ่งพิงทรัพยากร มีชีวิตอยู่กับป่าและทรัพยากรธรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ชนเผ่า ชาวประมง ชาวบ้าน ฯลฯ จะต้องเข้ามารับรู้เรื่องนี้และตามให้ทันกับนโยบายด้านนี้ของประเทศไทยและ การเจรจาบนเวทีโลกที่จะมีขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะเขาจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกฎกติกาที่จะเกิดขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าถ้าเราปล่อยให้การออกแบบมาตรการกลไกเหล่า นี้อยู่ในมือคนไม่กี่คน เชื่อว่าแก้ไขปัญหาไม่ได้ เรามีมติร่วมกันว่าทิศทางพัฒนาเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องเร่งส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม การเคารพสิทธิและการเข้าถึงทรัพยากร ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบาย" คณะทำงานเพ็ญโฉม แซ่ตั้งกล่าว