ภาคประชาสังคม : Advocacy

คอลัมน์ Green Industry: ใครๆก็อ้าง"สีเขียว"?

คอลัมน์ green industry: ใครๆก็อ้าง"สีเขียว"?

26 มีนาคม 2553

สมัชชาทางสังคมแห่งโลก 10 ปีกับภารกิจต่อไป

สิบปีหลังจากก่อตั้ง, สมัชชาทางสังคมแห่งโลก (World Social Forum) เดินมาถึงจุดที่นักเคลื่อนไหวและกลุ่มรากหญ้าจะต้องเสนอทัศนะทางเลือกให้กับ โลก "เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องมีพื้นที่ให้เราทุกคนได้มารวมตัวกันและสร้าง ทัศนะที่สะท้อนความกังวลของเรา" นิโคลา บุลลาร์ด-ผู้ช่วยอาวุโสของ ‘Focus on the Global South'-องค์กรคลังสมองในกรุงเทพฯ ซึ่งเชี่ยวชาญประเด็นของโลกกำลังพัฒนา,กล่าว "เราสามารถจะสร้างเวทีเสวนา, ความคิด และความชอบธรรมของเราเอง" เขาว่า

"แน่นอน, นี่เป็นทางเลือกสำหรับผู้นำที่สามารถสร้างพื้นที่ให้กับตัวเองได้ตลอดเวลา" ชาวออสเตรเลียผู้เป็นสมาชิกสภาระหว่างประเทศของ WSF ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกล่าว และว่า " WSF ยังคงสอดคล้องกับประเด็นจนทุกวันนี้"

ทว่าขบวนการทางสังคมซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับพรรคการเมืองแห่งนี้ยังคงเดิน หน้าจัดการกับประเด็นใหม่ต่างๆที่เกิดขึ้น รวมทั้งความวิตกเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่มีอิทธิพลต่อการโต้ เถียงเรื่องความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ

เกิดอะไรขึ้นที่การประชุมโคเปนเฮเกน

แม้ว่าอากาศที่เมืองโคเปนเฮเกนขณะนี้จะอยู่ต่ำกว่าระดับศูนย์องศา เซลเซียส แต่บรรยากาศภายในศูนย์การประชุมเบลลา (Bella Center) ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมเจรจาความตกลงระหว่างประเทศเรื่องโลกร้อนครุ กรุ่นไป ด้วยความขัดแย้ง มีข้อถกเถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ ที่มีจุดยืนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกำลังพัฒนา กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศหมู่เกาะ กลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ฯลฯ

ตลอดช่วงของการเจรจาที่โคเปนฮาเกน ประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งมากที่สุด คือ การแบ่งความรับผิดชอบในการลดก๊าซระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่ม ประเทศกำลังพัฒนา และโครงสร้างรูปแบบของความตกลงด้านโลกร้อนฉบับใหม่ ซึ่งทั้งสองประเด็นมีความเกี่ยวโยงกันอย่างมาก

Story of Cap 'n Trade

The Story of Cap and Trade(เรื่องราวของมาตรการซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก) เป็นภาพยนตร์ที่เปิดตัวทางอินเตอร์เน็ตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดย Annie Leonard ผู้ผลิต Story of Stuff อันโด่งดังเมื่อปีที่แล้ว มีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นถึงการเก็งหากำไรและข้อบกพร่องเบื้องหลังหลักการซื้อ ขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีความยาวเพียง 10 นาที แต่กลับสามารถนำเสนอภาพให้ผู้ชมเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามาตรการซื้อขายสิทธิ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Cap and Trade นั้นมีปัญหาอะไรและเพราะเหตุใดเราถึงควรร่วมมือกันยุติการซื้อขายดังกล่าว

นับเป็นเรื่องน่าพิศวงที่งานประชุมครั้งสำคัญว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สัปดาห์นี้ ณ กรุงโคเปนฮาเกน กำลังยึดถือเอาแผนงานซึ่งก่อวิกฤติเศรษฐกิจโลกมาเป็นกลยุทธ์หลักสำหรับการ แก้ปัญหาด้านภูมิอากาศ แผนงานดังกล่าวถูกนำมาชูเป็นจุดขายสำหรับงานประชุมทั้ง ๆ ที่มนุษย์ทั่วโลกต่างกำลังดิ้นรนอยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

โลกเขาขยับกันแล้ว แต่ไทยล่ะ?

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อินเดียประกาศจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจำนวนมากเหมือนอย่างที่ประเทศ กำลังพัฒนาหลายประเทศได้ทำไปแล้วก่อนหน้าที่การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศขององค์กรสหประชาชาติจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ ณ กรุงโคเปนฮาเกน

แล้วประเทศไทยล่ะกำลังทำอะไรอยู่ เมื่อไหร่ที่ไทยจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ ชั้นบรรยากาศของโลกเสียที อันที่จริง นักวิทยายาศาสตร์ได้เตือนให้เราทราบแล้วว่าเราอยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลประ ทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกมากกว่าอีกหลายประเทศ หากโลกไม่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนานใหญ่นับแต่วันนี้ ชายฝั่งและชุมชนริมชายฝั่งของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แม้แต่กรุงเทพ ฯ ก็จะต้องเผชิญปัญหาหนักหนาสาหัสจากภาวะน้ำท่วมและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงซึ่ง ล้วนแล้วแต่เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกทั้งสิ้น กระนั้นก็ตาม ผู้นำของประเทศไทยซึ่งพำนักอยู่ในมหานครแห่งนี้แทบไม่ปริปากพูดถึงการ ยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่อย่างใด

ครม.เนปาลลุยประชุมสภาบนเอเวอเรสต์ กระทุ้งสำนึกรักษ์โลก

นายกรัฐมนตรี มาดาฟ กุมาร ของเนปาล พร้อมด้วยเหล่ารัฐมนตรีอีกราว 22 คน อยู่ในชุดเสื้อแจ็กเกตหนา และหน้ากากออกซิเจน ในระหว่างการประชุมสภาครั้งสำคัญที่ไปกัน ที่ยอดเขาเอเวอเรสต์ บนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีความสูงจากระดับ น้ำทะเลราว 5,242 เมตร "สภาพการเปลี่ยนแปลงทาง ภูมิอากาศกำลังมีผลกระทบที่รุนแรงต่อภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ" รัฐมนตรีคลังของเนปาล เปิดเผย

ครม.มัลดีฟเพิ่งจะประชุมใต้น้ำไปเม่ือเดีอนก่อน กระทุ้งโลกว่าเขากำลังจะจมน้ำทั้งเกาะถ้าทุกคนไม่ช่วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเนปาลและคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ ไปยังที่ ราบสูงกาฬปัตตาร์ซึ่งเป็นพื้นที่จัด การประชุม และเข้าร่วมพิธีสวดมนต์ตามธรรมเนียมของชาวเผ่าเชอร์ปา ก่อนการประชุมสภา ว่าด้วยเรื่อง ของการรับรองความเห็นชอบต่อสุนทรพจน์ที่นายกรัฐมนตรีเนปาล จะขึ้นกล่าวในที่ประชุมสิ่งแวดล้อมโลก

โลกจะไม่เย็นลงด้วย Climategate

"Climategate" เป็นเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีใครบางคนแอบเจาะระบบเซิร์ฟเวอร์ ที่จัดเก็บอีเมล์ของสถาบันวิจัยสภาพภูมิอากาศในอังกฤษแล้วพบว่านักวิทยา ศาสตร์แถวหน้าในแขนงสภาพภูมิอากาศหลายคนไม่ได้นำข้อมูลบางอย่างออกมาเผยแพร่ เพราะข้อมูลเหล่านี้ดูเหมือนจะขัดแย้งต่อหลักฐานมากมายที่ชี้ว่ามนุษย์กำลัง ทำให้โลกร้อนขึ้น เมื่อมือดีแอบพบข้อมูลดังกล่าวจึงหยิบมาเผยแพร่เสียเองผ่านทางหน้าบล็อกตลอด ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ว่าอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของ โลกสูงขึ้นในช่วงที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมี เพิ่มมากขึ้น และหากเราไม่รีบยับยั้งทิศทางดังกล่าว โลกอาจจะต้องเผชิญมหันตภัยร้ายแรงโดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยจัดอยู่ในเขตที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบสูงสุดเขต หนึ่ง ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยจะได้ประโยชน์หากเรื่องราวฉาวโฉ่จากกรณี Climategate จะสิ้นสุดลงเสียที

ดร. เจน ลุบเชนโช หัวหน้าสำนักงานบริหารงานด้านชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติอเมริกา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพีเกี่ยวกับกรณี Climategate ไว้ว่า "อีเมล์ดังกล่าวไม่อาจลบล้างความเห็นทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นเอกฉันท์มั่นคง ว่า...โลกกำลังร้อนขึ้นและกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ก็เป็นสาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์ดังกล่าว"

วิถีกิน-อยู่...เปลี่ยนโลก (ได้)

การดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติมีประโยชน์ทั้งต่อตัวเราและต่อสังคมโลก อย่างแค่การกินอาหารให้เป็นเพียงเรื่องเดียว กินให้เป็นคือกินให้ถูกต้อง ไม่ใช่กินให้ถูกใจ หรือกินให้ถูกลิ้น เพราะลิ้นคนเรายาวแค่ 10 ซม. แต่สามารถสะกดเราให้ติดอยู่ใต้อำนาจมันได้ ถ้าเรามีสติในการกินเพียงเพื่อ ให้ร่างกายตั้งอยู่ได้ เราก็ไม่ต้องกินมากนัก ทรัพยากรก็จะมีเหลือพอสำหรับประชากรโลก

หัวใจสำคัญของความคิดก็คือการพัฒนาที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการ เพิ่มการผลิต เพิ่มการกินการใช้ทรัพยากร เป็นหนทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่นานทรัพยากรในโลกก็ต้องหมด การเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นสินค้าแทนที่จะคิดเป็นต้นทุนก็เป็นการถลุง ทำลายอนาคตของโลก น้ำมันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีจำกัด ถ้าใช้กันไม่ยั้งก็จะหมดใน 40 ปี แล้วจากนั้นมนุษย์ก็จะต้องกลับมาปรับตัวย้อนสู่ยุคที่ยากลำบากยิ่งกว่ายุค โบราณ

เราจะช่วยบรรเทา "โลกร้อน" ได้อย่างไรบ้าง

เมื่อปี 2543 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์หนัก 340.7 ล้านตัน เป็นอันดับที่ 29 ของโลก และเพิ่มขึ้นเป็น 366.6 ล้านต้นในปี 2548 เป็นอันดับที่ 24 ของโลก โดยมีประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก นอกจากนี้ อัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อประชากรของไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.6 ตันต่อปี เป็น 5.8 ตันต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน (ในขณะที่อัตราเฉลี่ยของโลกลดลงจาก 6.9 เป็น 6.0 ตันต่อปี)

ประเทศไทยนอกจากจะมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลกแล้ว ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน ได้แก่ ภาวะแห้งแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรลดลงโดยเฉพาะข้าวการสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์บางชนิดที่ ไม่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกลับมาของโรคบางชนิดที่มียุงเป็นพาหนะ เป็นต้น

ประเทศไทยควรจะทำอย่างไรและเมื่อใด เพื่อบรรเทาปัญหาและเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนในอนาคต

พลังงานกู้วิกฤตไทย ต้องไม่ใช่นิวเคลียร์

สังคมไทยต้องเลือกว่าในอนาคตบ้านเราจะเต็มไปด้วยปัญหาลูกโซ่ของสังคม กัมมันตรังสี แล้วค่อยมาตามแก้ปัญหาภายหลัง ให้ลูกหลานในอนาคตของเราเป็นมะเร็งกันเสียก่อนแล้วค่อยไปหาทางออกเอาข้าง หน้า หรือว่าเลือกที่จะไปให้พ้นเส้นทางนิวเคลียร์เสียตั้งแต่ทีแรก

ในที่สุดการจัดงาน "พลังงานกู้วิกฤตไทย" ของกระทรวงพลังงาน เพื่อร่วมระดมความคิดกู้วิกฤตพลังงาน ที่สยามพารากอน เมื่อวันที่ 1-4 ตุลาคม 2552 ก็ผ่านพ้นไป ด้วยการที่ปลัดกระทรวงฯ ออกมาผลักดันให้สังคมยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ และเตรียมบรรจุเรื่องนิวเคลียร์ไว้ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษา ครบตามสูตรสำเร็จของการจัดงานเช่นเคย เหมือนเดิม เหมือนกับการจัดงานในปีก่อนอย่างไรก็อย่างนั้น ราวกับว่าการรณรงค์เพื่อประหยัดพลังงานก็ดี การพูดถึงพลังงานทดแทนก็ดี ที่โหมประสัมพันธ์อย่างครึกโครม เป็นเพียงตัวประกอบของอัศวินตัวจริงที่กำลังจะขี่ม้าขาวมากู้วิกฤตให้