วิทยาศาตร์ : Science

ด้านมืดของ “พลังงานสีเขียว”

"เอ.ที.ไบโอพาวเวอร์" ถือเป็นบริษัทแห่งแรกในไทยที่ได้รับการรับรองเข้าร่วมโครงการซื้อขายสิทธิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol's Clean Development Mechanism) โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าของเอ.ที.ไบโอพาวเวอร์เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าขนาดเล็กหลาย แห่งที่เปิดดำเนินการในประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ไทยกำลังเดินตามกระแสโลกในด้านการลดการพึ่งพา พลังงานเชื้อเพลิงจากน้ำมันและซากดึกดำบรรพ์อื่นๆ 

"เป็นเรื่องดีที่ไทยจะใช้พลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่มา จากชีวมวลซึ่งมีอยู่อย่างมากมายในประเทศ แต่รัฐบาลจะต้องดูแลให้นักลงทุนในกิจการดังกล่าวดำเนินการอย่างมีความรับผิด ชอบด้วย" เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมและทางสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้ารูปแบบ ดังกล่าวเริ่มกระจายไปเกือบทั่วประเทศ นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยด้านพลังงานหมุนเวียนของมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ประเมินไว้ว่ามีการประท้วงต่อต้านโครงการพลังงานชีวมวลอย่างกว้างขวางหรือ อย่างน้อยในไม่ต่ำกว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศดังจะเห็นได้จากการที่ชาวบ้านในหลายจังหวัดเริ่มออกมาต่อ ต้านโครงการลักษณะดังกล่าวกันแล้ว

วิถีกิน-อยู่...เปลี่ยนโลก (ได้)

การดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติมีประโยชน์ทั้งต่อตัวเราและต่อสังคมโลก อย่างแค่การกินอาหารให้เป็นเพียงเรื่องเดียว กินให้เป็นคือกินให้ถูกต้อง ไม่ใช่กินให้ถูกใจ หรือกินให้ถูกลิ้น เพราะลิ้นคนเรายาวแค่ 10 ซม. แต่สามารถสะกดเราให้ติดอยู่ใต้อำนาจมันได้ ถ้าเรามีสติในการกินเพียงเพื่อ ให้ร่างกายตั้งอยู่ได้ เราก็ไม่ต้องกินมากนัก ทรัพยากรก็จะมีเหลือพอสำหรับประชากรโลก

หัวใจสำคัญของความคิดก็คือการพัฒนาที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการ เพิ่มการผลิต เพิ่มการกินการใช้ทรัพยากร เป็นหนทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่นานทรัพยากรในโลกก็ต้องหมด การเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นสินค้าแทนที่จะคิดเป็นต้นทุนก็เป็นการถลุง ทำลายอนาคตของโลก น้ำมันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีจำกัด ถ้าใช้กันไม่ยั้งก็จะหมดใน 40 ปี แล้วจากนั้นมนุษย์ก็จะต้องกลับมาปรับตัวย้อนสู่ยุคที่ยากลำบากยิ่งกว่ายุค โบราณ

เราจะช่วยบรรเทา "โลกร้อน" ได้อย่างไรบ้าง

เมื่อปี 2543 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์หนัก 340.7 ล้านตัน เป็นอันดับที่ 29 ของโลก และเพิ่มขึ้นเป็น 366.6 ล้านต้นในปี 2548 เป็นอันดับที่ 24 ของโลก โดยมีประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก นอกจากนี้ อัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อประชากรของไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.6 ตันต่อปี เป็น 5.8 ตันต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน (ในขณะที่อัตราเฉลี่ยของโลกลดลงจาก 6.9 เป็น 6.0 ตันต่อปี)

ประเทศไทยนอกจากจะมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลกแล้ว ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน ได้แก่ ภาวะแห้งแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรลดลงโดยเฉพาะข้าวการสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์บางชนิดที่ ไม่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกลับมาของโรคบางชนิดที่มียุงเป็นพาหนะ เป็นต้น

ประเทศไทยควรจะทำอย่างไรและเมื่อใด เพื่อบรรเทาปัญหาและเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนในอนาคต

พลังงานกู้วิกฤตไทย ต้องไม่ใช่นิวเคลียร์

สังคมไทยต้องเลือกว่าในอนาคตบ้านเราจะเต็มไปด้วยปัญหาลูกโซ่ของสังคม กัมมันตรังสี แล้วค่อยมาตามแก้ปัญหาภายหลัง ให้ลูกหลานในอนาคตของเราเป็นมะเร็งกันเสียก่อนแล้วค่อยไปหาทางออกเอาข้าง หน้า หรือว่าเลือกที่จะไปให้พ้นเส้นทางนิวเคลียร์เสียตั้งแต่ทีแรก

ในที่สุดการจัดงาน "พลังงานกู้วิกฤตไทย" ของกระทรวงพลังงาน เพื่อร่วมระดมความคิดกู้วิกฤตพลังงาน ที่สยามพารากอน เมื่อวันที่ 1-4 ตุลาคม 2552 ก็ผ่านพ้นไป ด้วยการที่ปลัดกระทรวงฯ ออกมาผลักดันให้สังคมยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ และเตรียมบรรจุเรื่องนิวเคลียร์ไว้ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษา ครบตามสูตรสำเร็จของการจัดงานเช่นเคย เหมือนเดิม เหมือนกับการจัดงานในปีก่อนอย่างไรก็อย่างนั้น ราวกับว่าการรณรงค์เพื่อประหยัดพลังงานก็ดี การพูดถึงพลังงานทดแทนก็ดี ที่โหมประสัมพันธ์อย่างครึกโครม เป็นเพียงตัวประกอบของอัศวินตัวจริงที่กำลังจะขี่ม้าขาวมากู้วิกฤตให้

อุณหภูมิเพิ่มสูงด้วยเหตุจากเมฆสีน้ำตาล

นิวเดลี, 9 พ.ย. (ไอพีเอส)-แม้ไม่คำนึงถึงความสำเร็จของการเจรจาปัญหาภูมิอากาศในโคเปนเฮเกน ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนธ.ค.นี้, แต่อุณหภูมิของโลกยังคงจะเพิ่มสูงขึ้น 2.5 องศาอยู่ดี ดร.วีระภาดรา รามานาธาน-ผอ.ศูนย์บรรยากาศวิทยาแห่งสถาบันสมุทรศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เบิร์คลีย์ในแคลิฟอร์เนีย,ทำนายว่ายังมี "ผ้าห่มที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ"ของแก๊สเรือนกระจก ที่เรียกว่า ‘เมฆสีน้ำตาลในบรรยากาศ'(ABC) ปกคลุมอยู่ อันทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ในการประชุมนานาชาติของสื่อมวลชนด้านบรรยากาศวิทยาในเมืองหลวงอินเดียเมื่อ ปลายเดือนที่แล้ว,ผู้บุกเบิกด้านบรรยากาศวิทยาและผู้คนพบ ABC แถลงว่าการที่โลกมุ่งลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจากโดยไม่สนใจที่จะลด ABC อาจไม่มีผลในการลดอุณหภูมิของโลก "แม้ COP15 (การประชุมครั้งที่ 15 ของภาคีอนุสัญญากรอบงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิ อากาศ)ที่โคเปนเฮเกนในเดือนธ.ค.นี้จะประสบผลในข้อตกลงที่ว่าจะลดการปล่อย แก๊สจากชาติอุตสาหกรรมให้ได้ 50% ภายในปี 2050 ทว่าแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ครึ่งหนึ่ง(ซึ่งขณะนี้เพิ่มขึ้นราวปีละ 8.5 พันล้านตัน)ยังคงแขวนลอยค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศมากว่า 100 ปีแล้ว"

แผนรับมือโลกร้อนของจีนยังเถียงกันไม่แล้วเสร็จ

เนื่องจากการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของจีนไม่สอดคล้อง กับวิถีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ กลุ่มผู้นำจีนจำต้องเลือกเอาระหว่างทางเลือกสองประการที่ไม่พึงประสงค์เพื่อ ระงับมลภาวะที่เพิ่มสูง และการเผชิญกับสถานการณ์อันน่ากลัวจากภาวะว่างงานที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวาย ทางสังคม

การประเมินครั้งที่สี่ของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลง ของภูมิอากาศซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนก.พ. 2007 ย้ำว่าจีนเป็นดินแดนที่เสี่ยงต่อปัญหาโลกร้อน นักวิชาการจีนหลายคนเข้าไปมีส่วนร่วมเขียนเอกสารดังกล่าว เพื่อยกระดับความสำคัญในสังคมจีนให้กับสิ่งที่ตนค้นพบ ผลการศึกษาเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งอย่าง รุนแรงขึ้นในพื้นที่แห้งแล้งทางเหนือและทางตะวันตกของประเทศ ทั้งจะก่อให้เกิดอุทกภัยขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำทางใต้และทางตะวันออก นักวิชาการชี้ว่าในช่วงน้ำท่วม,แผ่นดินจะดูดซึมน้ำน้อยน้อยกว่าช่วงที่ฝนตก อย่างสม่ำเสมอ ทั้งทำนายว่าภาวะแห้งแล้งและอุทกภัยก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำและการกัดกร่อน หน้าดินอย่างรุนแรงขึ้นในจีน ภาวะแห้งแล้งและอุทกภัยที่เพิ่มขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมากระตุ้นความเห็นของ สาธารณชนว่าควรจะใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิ อากาศ

ทางเลือกนิวเคลียร์ไม่ได้สะอาดเหมือนภาพที่วาด

ประเทศไทยมีแผนจะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ นี่เป็นเรื่องที่พอรู้กันอยู่ งบประมาณที่ใช้เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อนุมัติไว้เมื่อหลายรัฐบาลก่อนเป็นเงินกว่าพันล้านบาท เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรต้องแปลกใจที่จะเห็นโฆษณาเพื่อชวนให้เชื่อผ่านทาง โทรทัศน์อยู่เนืองๆ

ทำนายไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า เมื่อใดที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างจริงจัง สังคมไทยจะเดินเข้าสู่ความแตกแยกอย่างรุนแรงอีกครั้ง เพราะปัญหาโลกแตกของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็คือปัญหา "ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่หลังบ้านฉัน" นั่นเอง

Our Choice ของ "อัล กอร์" ปฏิบัติการกู้โลกร้อน

Our Choice ของ "อัล กอร์" ปฏิบัติการกู้โลกร้อน

โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

หลังจากหนังสือ "โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" หรือ "อินคอนวีเนียน ทรูธ" ของ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาเมื่อราวสามปีก่อน พร้อมไปกับการรณรงค์อย่างมีประสิทธิผล ปลุกกระแสความตื่นตัวไปทั่วโลก แม้แต่ลูกเด็กเล็กแดงที่อย่างน้อยก็ยังรู้จักคำว่า "โลกร้อน" ในที่สุด กอร์ก็เดินหน้าไปอีกขั้นด้วยหนังสือเล่มใหม่ที่หากเป็นไปตามแผนน่าจะเปิดตัว เดือนพฤศจิกายนนี้ในฉบับภาษาอังกฤษ

เชียงใหม่ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง: หนทางสู่เมืองยั่งยืน

ชาวเชียงใหม่ตื่นตัวสุดๆ จัดเวทีสาธารณะส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนช่วยโลกร้อน วันที่ 26 กันยาที่จะถึงนี้ ภายใต้แนวคิด "หากไม่มีการเริ่มลงมือทำอะไรก่อนปี 2555 ก็จะสายเกินแก้ ผลจากสิ่งที่เราทำใน 2-3 ปีข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพวกเรา นี่คือช่วงเวลาที่พวกเราต้องตัดสินใจ" ที่กล่าวโดย ราเชนดรา ปาจาอุรี, ประธานคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลร่วมกับอดีตรองปธน.อัลกอร์ แห่งสหรัฐฯ

นับเป็นการตื่นตัวที่น่าชี่นชม หากเชียงใหม่มีรูปธรรมของการจัดการเมืองเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง ก็แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารและพลเมืองท้องถิ่นก้าวหน้ากว่ารัฐบาลกลางใน เรื่องวิสัยทัศน์ที่รับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน คล้ายกับในสหรัฐที่รัฐบาลท้องถิ่นของหลายๆรัฐ เช่นแคลิฟอเนียร์ และโอเรกอน มีแผนการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่รอให้รัฐบาลกลางกำหนด เป็นนโยบายระดับชาติก่อนในเรื่องการลดโลกร้อน